เบื้องหลังของนักดับเพลิงที่ปิดทองหลังพระ

สมัยที่ทุกคนเด็กๆ เวลาครูถามว่าอาชีพในฝันของทุกคนคืออะไร หนึ่งในอาชีพยอดฮิตที่มักได้รับคำตอบจากเด็กจำนวนมากก็คือ อาชีพนักดับเพลิง เมื่อถามถึงเหตุผลก็มีมากมาย เช่น ได้สวมเครื่องแบบเท่ๆ ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อน ได้ทำงานในพื้นที่อันตรายสำหรับเด็กชอบความเสี่ยง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือความฝันในวัยเด็กที่ทุกคนมองว่ามันหอมหวาน สวยงาม ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามความคิดของเราแต่เมื่อมองในโลกแห่งความเป็นจริงยามเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว อาชีพนักดับเพลิงจัดเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายสูงและต้องมีความสามารถค่อนข้างมากทีเดียว เบื้องหลังอาชีพนักดับเพลิงผู้ปิดทองหลังพระ คนทั่วไปอาจคิดว่าแค่ว่าการเป็นนักดับเพลิงไม่เห็นต้องมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย เพียงแค่ถือหัวฉีดน้ำแล้วก็เข้าไปยังพื้นที่เอาแค่พอเข้าถึงก็พอ ตรงส่วนไหนเข้าไม่ถึงมันก็ไม่สามารถจัดการได้ นั่นคือเรื่องของความคิดแต่ในความเป็นจริงอาชีพของการเป็นนักดับเพลิงมันมีอะไรแอบแฝงอยู่ภายในมากมาย เป็นอาชีพต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ไม่ต่างกับอาชีพอื่นๆ แม้แต่นิดเดียว การที่ใครก็ตามจะก้าวขึ้นมาเป็นนักดับเพลิงได้ต้องถูกฝึกฝน เรียนรู้ ศึกษาวิชาความสมารถออกมาให้ได้มากสุดๆ เพื่อนำไปปรับใช้ต่อสถานการณ์จริง ยังไม่รวมประสบการณ์ของการทำงานที่สำคัญสุดๆ เพราะเพลิงไหม้แต่ละแห่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่มีรูปแบบเหมือนการทำงานออฟฟิศ จุดเด่นของคนจะประกอบอาชีพนี้ได้ทุนตั้งต้นไม่ใช่เงินทองแต่เป็นเรื่องของความใจกล้า อดทน เสียสละ นี่คือสิ่งที่นักดับเพลิงทุกคนมีอยู่ในตัวเองแบบไม่ต้องสอนหรือร้องขอ แต่ในความใจกล้าที่ทุกคนเห็นนั้นมันไม่ใช่ความบ้าบิ่นหรือความมุทะลุดุดันอย่างไม่สนใจเสียงคนรอบข้างหรือไม่สนใจโลก การเป็นนักดับเพลิงเวลาเราเห็นว่าพวกเขาทำอะไรก็ตามนั่นคือการตัดสินใจที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว พร้อมกันนี้การผจญเพลิงแต่ละครั้งยังมีความเสี่ยงอีกมากมายที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดอะไรภายในเสี้ยววินาทีต่อไป พอเพลิงสงบก็เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่ต้องเข้ามาดูแลกันต่อซึ่งหลายคนแทบไม่ได้นึกถึงนักดับเพลิงด้วยซ้ำว่าจะบาดเจ็บหรืออันตรายขนาดไหน จึงไม่แปลกหากนักดับเพลงจะเปรียบได้กับอาชีพปิดทองหลังพระขนานแท้ กฎระเบียบเหล็กของการเป็นนักดับเพลิงก็คือจำเป็นต้องช่วยเหลือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก็ต้องไม่เสี่ยงจนชีวิตตนเองได้รับอันตราย แม้นั่นคือทางทฤษฎีแต่พอทางปฏิบัติเข้าจริงมันคงรับไม่ได้หากว่ายืนมองคนในกองเพลิงแบบไม่ช่วยเหลือ

3 วิธีทำให้สังคมไทยน่าอยู่โดยทำตัวเป็นจิตอาสา

มุมมองของคำว่าจิตอาสาจะสังคมใดก็ตามแต่ถือเป็นความที่แฝงไว้ด้วยความหมายดีๆ อยู่ในตัว มันทำให้คนเรารู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแต่สังคมก็ยังจำเป็นต้องการคนเหล่านี้อยู่เพื่อช่วยให้โลกใบนี้ยังคงน่าอยู่ต่อไปโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น สังคมไทยเราหากว่ากันตามพื้นฐานเองก็เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว การทำตัวเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้นไปอีกจึงเป็นเรื่องดีที่สมควรอย่างยิ่ง ความหมายของจิตอาสาที่ควรรู้ หากว่ากันตามความหมายของคำๆ นี้ หมายถึง จิตอันพร้อมแบ่งปันเพื่อให้ความดีทั้งหมดทั้งปวงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยความเต็มใจ ยินดีเสียสละ ให้ความร่วมมือ เต็มใจช่วยเหลือ ลงแรงกาย หวังเพียงเพื่อการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ส่วนหนึ่งก็เพื่อช่วยลดปัญหาต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในสังคม ช่วยในการแก้ไขปัญหา สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับสังคมโดยรวมทั้งหมด นอกจากนี้ยังช่วยคอยเอาใจใส่รู้ว่าตนเองควรทำอะไร ตรงไหน ให้เกิดด้านดีๆ สูงสุดกับส่วนรวมไม่ใช่เพื่อของตนเอง มีความสำนึกในความยุติธรรม ยึดมั่นต่อจริยธรรมอันดีงาม รู้สึกละอายต่อการกระทำผิด มีความรับผิดชอบ เน้นความประหยัด เรียบง่าย ให้เกิดความสมบูรณ์ต่อสังคมมากที่สุด 3 วิธีการทำให้สังคมไทยน่าอยู่ด้วยการทำตัวเป็นจิตอาสา มองเห็นส่วนรวมก่อนเรื่องของตนเองเสมอ – การมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนนับเป็นวิธีการแรกสำหรับจิตอาสาทุกคนที่ต้องการให้สังคมไทยอยู่เย็นเป็นสุข ในเมื่อเราคิดถึงแต่ประโยชน์ของคนอื่นก็จะไม่เกิดความโลภ ความอิจฉา ริษยา Continue reading 3 วิธีทำให้สังคมไทยน่าอยู่โดยทำตัวเป็นจิตอาสา

ความเป็นมาของจิตอาสาในประเทศไทย

จิตอาสา เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งเมื่อเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สินของผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ก็จะมีเหล่าจิตอาสาไปช่วยเหลือ จิตอาสาคืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เรามีความรู้เรื่องนี้มาฝากกันค่ะ จิตอาสา มีที่มาจากการรวมกันของคำสองคำ คือคำว่า “จิต” และคำว่า “อาสา” จิต หมายถึง จิตใจหรือความรู้สึกนึกคิด ส่วนอาสานั้น หมายถึง การทำสิ่งใดด้วยความสมัครใจโดยไม่มีผู้ใดบังคับ เมื่อนำสองคำมารวมกันก็กลายเป็นจิตอาสา ซึ่งหมายถึง การกระทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความสมัครใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้วยแรงกายหรือสิ่งของเงินทอง การเห็นประโยชน์ส่วนรวมสำคัญ จำเป็นมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยสามารถสรุปพฤติกรรมของผู้มีจิตอาสาได้ ดังนี้ – มีจิตใจเมตตาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น เข้าช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกเท่าที่ตนเองสามารถทำได้ ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือกระทั่งการให้ความรู้คำแนะนำ ล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยเหลืออย่างจิตอาสาทั้งสิ้น – Continue reading ความเป็นมาของจิตอาสาในประเทศไทย